จากหนังสือ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek
วันที่ 15-21 เมษายน 2548
บริษัทวิจัยชื่อดังของโลกอย่าง
ฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช วิจัย และคาดการณ์ เครื่องมือการทำตลาดยุคใหม่ผ่านเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
หรือ เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง (Search Engine Marketing :
SEM) โดยเฉพาะในยุโรปว่าจะโตถึง 1.4 พันล้านยูโร เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง
65 % เมื่อเทียบกับปี 2547 และคาดการณ์ต่อไปว่าในปี 2553 นักการตลาดในยุโรปจะต้องจ่ายเงินเกือบ
3 พันล้านยูโร เพื่อลงทุนทำ เสิร์ช เอ็นจิ้น มาณเก็ตติ้ง เทคโนโลยีนี้ร้อนแรงมากพอสมควรที่จะทำให้
เอสเอ็มอี เมืองไทยตื่นรับเครื่องมือการตลาดตัวใหม่ ที่อาจเข้ามาสร้างรายได้มูลค่ามหาศาลให้กับธุรกิจในอนาคต

Search Engine Optimization
คือการปรับแต่งองค์ประกอบเว็บ หรือใส่เทคนิคต่างๆ เพื่อให้เสิร์ช
เอ็นจิ้น อย่างเช่น google.com หรือ yahoo.com รู้จัก เมื่อผู้ใช้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ
เช่น discount hoetl ก็จะแสดงผลลัพธ์ของเว็บนั้นในอันดับต้นๆ
ถ้าทำได้ดีมาก อันดับก็ควรจะอยู่ในแนวหน้าแรกของการค้นหา
Search Engine Marketing คือ ทันทีที่ผู้ใช้งานหาข้อมูลในเสิร์ช
เอ็นจิ้น เช่นคำว่า thai handycraft ซึ่งคนที่หาข้อมูลนี้อาจต้องการซื้อสินค้าที่ว่านี้อยู่พอดี
และถ้ามีรายชื่อเว็บไซต์ของคนที่ทำธุรกิจนี้แสดงอยู่ในหน้าแรก
โอกาสที่ผู้ใช้คนนี้จะซื้อสินค้ากลุ่มเว็บไซต์ที่หาได้ในกลุ่มแรกๆ
จะมีโอกาสค่อนข้างสูง ซึ่งก็คือ การทำให้หน้าเว็บไซต์ของบริษัทไปแสดงอยู่ในหน้าแรกของการค้นหาข้อมูล
ด้วยคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้านั้นๆ |
ตัวเลขการลงทุนของนักการตลาดในฝั่งยุโรป
สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทจำนวนมากเริ่มลงทุนในเรื่องมือการทำตลาดตัวใหม่อย่าง
เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง กันอย่างคึกคัก ฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช
บอกด้วยว่า บริษัทเอสเอ็มอีในปัจจุบันได้รวมเอา เสิร์ช เอ็นจิ้น
มาร์เก็ตติ้ง เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสมทางการตลาดยุคใหม่
ทั้งยังบอกว่า
การเติบโตของผู้ใช้ออนไลน์ที่เริ่มจับจ่ายผ่านอินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพการค้นหาข้อมูลที่ดีเยี่ยมของเสิร์ช
เอ็นจิ้น และโมเดลการโฆษณาผ่านเสิร์ช เอ็นจิ้น (pay per performance
marketing model) เริ่มลงตัว ยิ่งมีส่วนผลักดันให้ เสิร์ช เอ็นจิ้น
มาร์เก็ตติ้ง เติบโตสูงถึง 3 พันล้านยูโรในปี 2553
กระนั้นก็ตาม
การเติบโตของเสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง ในตลาดยุโรปนั้น ในแต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป
อย่างในอังกฤษคาดว่าจะมีการเติบโตมากกว่า 1 พันล้านยูโรในปี 2553
จากเดิมที่ตัวเลขอยู่ที่ 763 ล้านยูโร โดยกลุ่มธุรกิจที่นำเครื่องมือการตลาดตัวนี้เข้าไปใช้
จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน ท่องเที่ยว ยานยนต์ และค้าปลีก
ส่วนประเทศฝรั่งเศสจากสัดส่วน
19 % ของเม็ดเงินในเสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง ในปี 2548 จะกระโดดขึ้นไปเป็น
31 % ในปี 2553
เยอรมันเป็นประเทศที่มีการใช้เม็ดเงินเรื่อง เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง
มากเป็นอันดับสองในยุโรป และคาดว่าจะมีการเติบโตของตลาดนี้กว่า 399
ล้านยูโรในปี 2553
ส่วนประเทศเนเธอร์แลนด์จะต้องจ่ายเงินอีกประมาณ
40 % ของเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ทั้งหมดในเสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง
และประเทศสวีเดนต้องใช้เงินอีกกว่า 26 % กับการทำตลาดรูปแบบนี้
นี่เป็นความคึกคัก
ที่ดูน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก สำหรับเครื่องมือการทำตลาดรูปใหม่ในประเทศแถบยุโรป
!!!
สำหรับ
เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง ในประเทศไทยนั้น พงษ์ระพี เตชาหพงษ์
กรรมการผู้จัดการบริษัท Mind Connections จำกัด (www.mind.co.th)
บริษัทที่ปรึกษาทางการตลาด เล่าว่า จากการทำวิจัยของบริษัทพบว่า
ตลาดเมืองไทยนั้นยังใช้การทำตลาดแบบ เสิร์ช เอ็นจิ้น ไม่มากนัก ยิ่งเมื่อไปเทียบกับตัวเลขในประเทศยุโรปแล้ว
ยังมีความแตกต่างแบบเห็นได้ชัด แต่ก็เริ่มมีนักการตลาดในบริษัทใหญ่ๆ
ของไทยทำการศึกษา และบางส่วนก็ได้ลงมือทำไปบ้างแล้ว
บริษัทเราทำการสำรวจในเรื่องนี้
พบว่าบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ประมาณ 10,000 บริษัท มีเพียงแค่ 10 %
เท่านั้น ที่เริ่มใช้เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง มีบริษัทอีกประมาณ
25 % อยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องนี้อยู่ แต่ที่น่าสนใจคือ มีบริษัทจำนวนถึง
55 % ยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าการทำการตลาดโดยใช้เสิร์ช เอ็นจิ้น คืออะไร
นายพงษ์ระพี เล่า
เขาบอกด้วยว่าประเภทอุตสาหกรรมที่เน้นใช้เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้งจะอยู่ใน
4 อุตสาหกรรมหลัก นั่นคือ การท่องเที่ยว จิวเวอรี ยา และการส่งออก
เนื่องจากอุตสหกรรมเหล่านี้มีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศมาก และผู้ใช้มักจะค้นหาข้อมูลจากเสิร์ช
เอ็นจิ้น เช่น google.com , yahoo.com
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีการแข่งขันในเรื่องของการจองโรงแรมที่พักทั้งจากในต่างประเทศ
และในประเทศ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สูง เพราะเมื่อใช้อินเทอร์เน็ต
ทุกคนก็สามารถทำตลาดได้เหมือนกันหมด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำตลาดของแต่ละคน
แต่ละบริษัท และเมื่อเจาะไปที่เว็บไซต์ที่ทำทางด้าน อี-คอมเมิร์ซในเมืองไทย
ก็พบว่าเว็บไซต์เหล่านั้น กว่า 40 % มีการใช้เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง
ส่วนที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่มีประมาณ 20 % และยังมีไม่ทราบเรื่องนี้อีกถึง
40 %
เป็นที่น่าเสียดาย
ที่คนทำเว็บบ้านเรา ยังศึกษาเรื่องนี้ไม่มากนัก และมีไม่น้อยที่ไม่ทราบถึงความสำคัญของ
เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้งเลย คนทำเว็บทั้งเว็บมาสเตอร์ และเว็บดีไซเนอร์
ยังเน้นการใช้แฟลชเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้มีความสวยงาม และลืมเรื่องการออปทิไมซ์
(Optimize) เว็บให้ google หรือ yahoo รู้จัก เพียงแต่ทำให้เว็บสวย
แต่คนอื่นหาเว็บไม่เจอ อย่างนี้ถือว่าไม่เพียงพอ ผมเห็นเว็บส่วนใหญ่บ้านเราก็ยังคงเป็นแบบนี้
นายพงษ์ระพี
บอกว่า ต่อไปในอนาคตคนรับงานเรื่องเว็บดีไซน์จะต้องเอาเรื่องการทำ
เสิร์ช เอ็นจิ้น ออปทิไมเซชั่น (Search Engine Optimization)
เป็นส่วนหนึ่งของงานทำเว็บไซต์ ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่สามารถอยู่ในตลาดได้
เพราะเมื่อลูกค้าทราบถึงความสำคัญเรื่องนี้ ก็จะต้องพยายามหาคนทำเว็บที่เข้าใจเรื่องนี้ด้วย
ในต่างประเทศ
เขาให้บริการเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ถึงแม้บริษัททำเว็บดีไซน์นั้นจะไม่ถนัดเรื่องนี้
เนื่องจากมันซับซ้อน และต้องตามเทคโนโลยีตลอด เขาก็จะเอาท์ซอร์สงานออกไปยังบริษัทที่ปรึกษาทางด้าน
เสิร์ช เอ็นจิ้น ออปทิไมซ์เซชั่น และเสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง
แต่สำหรับนักการตลาด ผมยังมองว่า เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับบางคน
และก็ต้องยอมรับว่าบางอุตสาหกรรม เรื่องนี้อาจไม่จำเป็นมากนัก แต่ในหลายอุตสาหกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในต่างประเทศมีการใช้เครื่องมือนี้ล่วงหน้าไปไกลพอสมควร
แต่ในไทยยังมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้
อย่างคุณสุรพงษ์
เตชะหรูวิจิตร ผู้บริหารโรงแรมเอเชีย ท่านเป็นผู้บริหารหัวสมัยใหม่
ติดตามเรื่องเทคโนโลยีอย่างเกาะติดทีเดียว เพราะเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้ความเข้มแข็งในการแข่งขัน
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบริการอย่างโรงแรม ยิ่งต้องเน้นมากเป็นพิเศษ เขาถึงกับมีทีมดูแลเรื่องการทำ
เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้งโดยเฉพาะ และตอนนี้ยอดจองโรงแรมที่ผ่านทางช่องทางอินเทอร์เน็ตก็เติบโตอย่างมาก
เช่นเดียวกับคุณฉัตรชัย
ทวีเดช เจ้าของเว็บไซต์ hotelsthailand.com ก็เข้ามาสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้
พัฒนาระบบการจองที่พักโรงแรม รีสอร์ โดยไม่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาก่อน
และการทำการตลาดก็เน้นที่เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก และก็ได้ยอดจองจากต่างประเทศมากพัก
และท่องเที่ยวในไทยกว่า 80 %
ในฐานะนักการตลาด
พงษ์ระพี บอกว่า มองดูแล้วการลงทุนทำตลาดผ่านช่องทางนี้คุ้มกว่าการไปลงนิตยสารดังๆ
ระดับโลกอย่างแน่นอน และเปิดโอกาสให้บริษัทเล็กๆ ได้มีโอกาสแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้
แม้จะมีเม็ดเงินในการลงทุนที่แตกต่างกัน
การตลาดแบบนี้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและน่าส่งเสริม
ถ้าทางการท่องเที่ยวหรือ ททท. เข้ามาช่วยสนับสนุน และผลักดันตรงนี้
อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องนี้ก็จะเป็นที่น่ายินดีมากเพราะ
เอสเอ็มอี ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรามีเยอะเหลือเกิน
นอกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว
เสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง ยังสามารถเข้าไปเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจด้านกาส่งออกได้ด้วย
โดยเฉพาะเรื่องของโอท็อป กลุ่มจิวเวอรี่ ที่ต้องใช้ต้นทุนในการทำตลาดในต่างประเทศไม่ใช่น้อยๆ
ทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้ต่างประเทศได้รู้จักสินค้าของเราด้วยการลงทุนแบบไม่เกินตัว
ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด
ไม่ทำเสิร์ช เอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้งก็ไม่เป็นไร แต่ก็ควรจะศึกษาไว้หน่อยว่ามันเป็นอย่างไร
และทำอะไรใน เชิงธุรกิจได้บ้าง พงษ์ระพี ว่า